Custom Search
แยกกันเป็นกรวด รวมกันเป็นคองโกลเมอเรท (คาถาย้อนแย้งกับการป้องกันโควิด 19 นิสนุง)
โดย อาจารย์นเรศ สัตยารักษ์ : https://www.facebook.com/nares.sattayarak
 
หินตะกอนพัดพา หรือที่ราชบัณฑิตยสถานของไทยเรียกว่าหินเนื้อประสม (clastic rocks) คือหินตะกอนที่เกิดจากเศษของหิน แร่ และซากสิ่งมีชีวิตที่ถูกพัดพามาด้วยตัวนำพาชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น น้ำ แม่น้ำ ทะเล ลม แล้วตกสะสมกันกลายเป็นหินในท้ายสุด นักธรณีวิทยาแบ่งหินตะกอนเหล่านี้ออกตามขนาดของตะกอน เช่น ถ้าส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่า 1/256 มม. เรียกว่าหินเคลย์ (claystone) ถ้าหินนี้แตกออกเป็นแผ่นๆ ได้ เรียกว่าหินดินดาน (shale) ถ้าเป็นหินเนื้อขนาด 1/16 - 1/256 มม. เรียกหินทรายแป้ง (silstone) (มองไม่เห็นเม็ด แต่ขูดกับฟันแล้วจะรู้สึกถึงความเป็นเม็ด ผิดกับหินเคลย์ที่จะลื่นปรื๊ด) ถ้าเป็นหินเคลย์และทรายแป้งรวมกัน เรียกว่า หินโคลน (mudstone) ถ้ามีเม็ดขนาดทรายเห็นได้ด้วยตาเปล่า เรียกว่า หินทราย (sandstone) ถ้าประกอบด้วยเม็ดขนาดมากกว่า 2 มม. และส่วนใหญ่มีลักษณะกลมหรือกึ่งกลมกึ่งเหลี่ยม เรียกว่า หินกรวดมน (conglomerate) ถ้าเม็ดส่วนใหญ่มีเหลี่ยมมีมุม เรียกว่าหินกรวดเหลี่ยมตะกอน (sedimentary breccia) เพื่อให้แยกออกจากหินกรวดเหลี่ยมรอยเลื่อน (fault breccia) ที่เกิดจากการถูกบีบอัดในเขตรอยเลื่อน หรือหินกรวดเหลี่ยมเนื่องจากการยุบตัวของหินด้านบน (collapsed breccia)
เมื่อพบเจอหินกรวดมน นักธรณีวิทยาจะพิจารณาว่า หินกรวดมนเหล่านี้เกิดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมการสะสมตัวเช่นไร สะสมตัวในแม่น้ำ หรือเชิงเขา ในทะเล ตามพื้นทะเลทราย หรือในถ้ำ โดยพิจารณาจากลักษณะการจัดวางของเม็ดกรวดกับตะกอนเนื้อละเอียดที่ประสมอยู่ด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ หินกรวดมนเม็ดลอย (matrix - supported conglomerate) และหินกรวดมนเม็ดแตะกัน (clast - supported conglomerate) สำหรับพวกเม็ดลอย แสดงถึงว่าถูกพัดพาด้วยกระแสที่รุนแรง แต่ตกสะสมในที่ที่ไม่มีกระแสเคลื่อนที่ เช่น เกิดจากแผ่นดินถล่ม (ทั้งบนบกและใต้น้ำ) เกิดจาก หรือสัมพันธ์กับธารน้ำแข็ง (tillite) สำหรับชนิดเม็ดแตะกัน ต้องพิจารณาถึงการจัดขนาดกรวด การวางตัวของกรวด เพื่อระบุว่า นี่ควรเป็นหินกรวดมนที่เกิดใต้ท้องแม่น้ำ บึง ทะเล หรือเชิงเขา
แต่วันนี้เราจะพูดถึงหินกรวดมนชนิดหนึ่ง ที่เกือบจะเรียกได้ว่า สงวนลิขสิทธิ์ไว้เฉพาะอีสานบ้านเฮา หินกรวดมนชนิดนี้ถูกพบและตั้งชื่อเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยวอลเลซ ลี นักธรณีวิทยาชาวอเมริกันที่มาช่วยสำรวจพัฒนาถ่านหินและน้ำมันดิบในสยามประเทศ เมื่อปีพ.ศ. 2464 ให้ชื่อว่า หินกรวดมนลูกปราย (buckshot conglomerate) ซึ่งต่อมาในรายงานของ Ward and Bunnag, 1964 เรียกว่า หินกรวดมนก้อนปูนกับเม็ดหินทรายแป้ง (Calliche siltstone pebbles calcareous conglomerate) และทั้งสองรายงานก็ได้อธิบายการเกิดของหินนี้คล้ายคลึงกัน นั่นคือ ก้อนปูน (caliche) เกิดจากการสะสมตัวบนผิวดินของแคลเซียมคาร์บอเนต ที่ละลายมาจากหินเดิม ในสภาวะอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง ต่อมาถูกพัดพาไปรวมตัวกันกับเศษดินและโคลน (ซึ่งต่อมากลายเป็นหินทรายแป้ง) จากนั้นจึงกลายเป็นหินกรวดมน จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2521 Chonglakmani and Sattayarak,1978 เปลี่ยนชื่อเรียกมาเป็น “หินกรวดมนกระเปาะปูน” (lime-noduled conglomerate) อย่างไงละครับ พี่น้อง
ชั้นหินกรวดมนกระเปาะปูนนี้ มักพบมีลักษณะเป็นรูปเลนส์ มีความหนาเกือบทั้งหมดไม่เกิน 1 เมตร และลีบหายไปทั้งสองข้าง ทำให้ชั้นหินมีความยาวเพียงประมาณ 5-20 เมตร ยกเว้นในหมวดหินโคกกรวด ที่พบมีความหนาหลายเมตร และมีความยาวต่อเนื่องร่วมร้อยเมตร มิหนำซ้ำยังมีการเรียงตัวเป็นชั้นบางๆ แถมยังมีชั้นเฉียงระดับอีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม นักธรณีวิทยามักจะพบเศษซากดึกดำบรรพ์ในหินเหล่านี้ เช่น กระดูก เขี้ยว กระดอง เกล็ดปลา เป็นต้น จะว่าไปแล้ว ฟันและกรามของ psittacosoarus sattayaraki ก็อยู่ในกรณีเช่นเดียวกันนี้ครับ ท่านสารวัตร
ช่วยกันอวยพรให้คณะของข้าพเจ้าเจอหินกรวดมนกระเปาะปูนที่ว่านี้ ตอนปีนขึ้นลงภูกระดึงเส้นทางสายใหม่นี้ด้วยนะครับ ถ้าจะให้ดี อวยให้หนักมากยิ่งขึ้น ให้ได้พบฟอสซิลอะไรสักอย่างก็จะถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ถูกใจเป็นล้นพ้นเชียวแหละครับ พ่อแม่พี่น้อง
 
 
 
หินกรวดมนกระเปาะปูนที่เกิดจากเม็ดหรือกระเปาะปูนที่เกิดบนผิวดินในสภาวะที่ร้อนและแห้งแล้ง แล้วถูกพัดพาไปรวมตัวกัน แล้วกลายเป็นหินในที่สุด
 
เขี้ยวไดโนเสาร์ พบฝังอยู่ในหินกรวดมนกระเปาปูน ของหมวดหินโคกกรวด (ขอสงวนตำแหน่งของภาพ)
 
กระดูกสัตว์มีกระดูกสันหลัง พบฝังอยู่ในหินกรวดมนกระเปาะปูนของหมวดหินโคกกรวด (ขอสงวนตำแหน่งของภาพ)
พี่เสือใหญ่กับลุงหมู เก๊กท่าถ่ายรูปบานนี้บนหินโผล่ของหินกรวดมนกระเปาะปูนของหมวดหินโคกกรวด ณ บริเวณที่ค้นพบฟันและกรามของ psittacosaurus sattayaraki ที่จังหวัดชัยภูมิ(มีน้ำชีไหลผ่าน) พู่นแหล้ว
นี่ก็หินกรวดมน คนนั่งทับตอนนี้ได้ดิบได้ดีเป็นนายทหารใหญ่ไปแล้ว
 
เปรียบเทียบลักษณะของชั้นเฉียงระดับแบบแผ่น กับแบบร่อง แสดงความหนาของชุดชั้นเฉียงระดับ (set) รวมทั้งแผนภาพกุหลาบ (rose diagram) ที่ได้จากการแสดงทิศทางการวางตัวของชั้นเฉียงระดับ ที่วัดได้จากบริเวณหินโผล่แต่ละสถานที่ (นั่นคือทิศทางการไหลของกระแส (น้ำ หรือ ลม) โบราณ นั่นเอง) 

---------------------------------------------

คำเตือน

- บทความนี้ นำมาจากแนวคิดนักวิชาการที่มีการนำเสนอผ่านสื่อที่น่าสนใจ นำมารวบรวมเพื่อใช้ประกอบในการศึกษาด้านธรณีวิทยา และใช้แลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อเรียนรู้ในงานด้านธรณีวิทยา (Geology) ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือประกอบในทางกฏหมายได้ โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งที่มาข้อมูลอีกครั้ง

------------------------------------------------

รวบรวมข้อมูล เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ 

#GST

.

www.iok2u.com | Link2 | Link3

.

Copyright © 2014. All Rights Reserved.

เว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย (GST) ไม่สามารถใช้อ้างอิงในทางกฏหมาย โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งที่มาข้อมูลอีกครั้ง

ที่ทำการสมาคม กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระราม 6 ราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

Line@: @gstorth / Email: gstorth@gmail.com / Website: www.gst.or.th / Fanpage: https://www.facebook.com/gstorth

ภายใต้การดูแลของ สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย (GST)

พัฒนาเว็บไซต์โดย เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ / udomtanateera_k@hotmail.com / LineID: Rainubon>